ทุกคนในโลกนี้วาดรูปได้

posted on 24 Jan 2012 21:10 by kwan-nalak

                คุณลองหยิบหนังสือ หรือนิตยสารขึ้นมาสักเล่มหนึ่ง พลิกดูไปผ่าน ๆ สิ่งที่จะเห็นคู่กับตัวหนังสือคือรูปภาพประกอบที่ทำให้หนังสือเล่มนั้นน่าสนใจขึ้นมา รูปจากหนังสือแต่เล่มก็มีลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างกันออกไป บ้างก็เรียบง่าย บ้างก็วิจิตรพิสดาร คนที่วาดภาพเหล่านี้ได้ต้องเก่งวิชาศิลปะมากอย่างแน่นอน หรือไม่ก็คาบพู่กันและจานสีออกมาตั้งแต่เกิด  ถ้าคุณคิดเช่นนั่นแล้ว คุณผิดถนัด  เชื่อหรือไม่ว่าคุณแป้ง ภัทรีดา ประสานทอง นักวาดภาพประกอบอันดับต้น ๆ ของประเทศไทย เคยเกลียดวิชาศิลปะมาก มิหนำซ้ำ เธอยังระบายไม่เป็นอีกด้วย แต่เธอก็ทำให้ศิลปะกลายเป็นสิ่งที่ง่ายอย่างที่ไม่มีใครคาด

                คุณแป้งพบว่าตัวเองเริ่มสนใจวาดรูปมาตั้งแต่วัยเด็ก ในช่วงนั้นเธอก็หยิบดินสอขึ้นมาขีด ๆ เขียน ๆ ไปตามจินตนาการ ตามประสาเด็กคนหนึ่ง บางครั้งก็จำเอารูปภาพจากหนังสือที่เธอได้อ่านมาลองวาดเล่น แต่ในโรงเรียน ศิลปะกลายเป็นวิชาที่สอนกันในห้องเรียนอย่างจริงจัง เธอกลับเกลียดวิชาศิลปะขึ้นมาดื้อ ๆ ด้วยเหตุผลที่ว่าศิลปะกลายเป็นสิ่งที่ต้องเรียน ต้องวัดผล ต้องถูกจำกัดอยู่ในกรอบที่เธอไม่ต้องการ เธอจึงไม่ชอบการวาดรูปไปเลย

                มาถึงช่วงการเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย คุณแป้งกลับเลือกเรียนคณะนิเทศศาสตร์ทั้ง ๆ ที่เธอเองในเวลานั้นไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเรียนอะไรกัน เพียงแต่เข้าไปให้มีที่เรียนเป็นพอ  เธอเลือกไม่เรียนคณะศิลปกรรมศาสตร์ แล้วเดินตามความสนใจของเธอ ด้วยเหตุผลเดิม คือเธอกลัวว่าเมื่อศิลปะที่เธอรักกลายมาเป็นทฤษฎีในห้องเรียน เธอจะเกลียดศิลปะไปอีก

                แต่การได้เข้ามาเรียนในคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงการณ์มหาวิทยาลัย ก็เปิดโลกศิลปะของเธออีกครั้ง เมื่อหม่อมหลวงจิราธร จิระประวัติ หรือครูโต มาเป็นวิทยากรพิเศษในชั้นเรียนวันหนึ่ง  วันนั้นคุณแป้งได้รู้จักกับอาชีพนักวาดภาพประกอบเป็นครั้งแรก  เธอประทับใจผลงานของครูโตมาก แต่เธอก็ยังไม่คิดว่าอยากจะเป็นนักวาดภาพประกอบอยู่ดี เพราะสาขาที่เธอเรียนคือ สาขาวิชาการโฆษณา

                เมื่อเรียนจบ ไปเรียนต่อด้านการโฆษณาที่ประเทศอังกฤษได้ 1 ปี เธอก็ค้นพบตัวเองว่าเธอไม่ได้ชอบงานในด้านนี้เลยแม้แต่น้อย เธอจึงตัดสินใจเรียนต่อปริญญาโทด้านการวาดภาพประกอบ เมื่อมีใจรักในสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้ว ไม่มีอะไรที่จะเป็นอุปสรรคในการก้าวต่อไปได้

                อย่างไรก็ตาม แม้เธอจะหันมาเลือกเส้นทางที่เธอตกหลุมรักมาตั้งแต่วัยเด็กแล้ว อุปสรรคก็ยังไม่แคล้วตามเธอมาอีก  วันแรกที่เธอเข้าไปในห้องเรียน เธอจึงได้พบความจริงว่า ปริญญาโทไม่มีการสอนวาดรูปต่อไปแล้ว ทุกคนต้องวาดรูปมาเอง แล้วจะวิจารณ์กันในห้องเรียน และการวิจารณ์คือสิ่งที่เธอกลัวมากที่สุด เพราะเพื่อนร่วมชั้นของเธอวาดรูปเก่งกันทั้งนั้น  เธอกลัวมากถึงขั้นตัดสินใจไปขอเงินค่าเทอมคืน  แต่ก็สายไปเสียแล้ว ทุกอย่างผ่านกระบวนการของทางมหาวิทยาลัยไปเรียบร้อย  เธอไม่สามารถได้เงินคืน จึงจำต้องก้มหน้ารับกรรม เรียนต่อไป

                งานชิ้นแรกที่เธอส่งไปคือ รูปวาดนิทานชาดก ระบายสีน้ำแบบพอเติมให้เต็มช่องว่าง เทคนิคใด ๆ ของสีน้ำเธอไม่รู้ และใช้ไม่เป็นเลย เสียงวิจารณ์แรกจากอาจารย์อันเป็นที่รักที่เธอได้กลับมาคือ คนไม่มีหัวทางศิลปะ ระบายสีก็ไม่เป็น ปีเดียวสอนให้ดีขึ้นไม่ได้แน่ ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3-4 ปี  ได้ยินเพียงเท่านั้น อย่าว่าแต่ทำร้ายจิตใจเลย เรียกว่ากำลังใจหดหายไปยิ่งกว่าดินแห้งในฤดูแล้งเสียอีก  แต่จะทำอย่างไรได้ เธอยืนอยู่ในจุดที่ไม่สามารถหวนกลับไปได้อีกแล้ว ก็ต้องดิ้นรนหาวิธีการอื่นไป

                ในเมื่อระบายสีไม่เป็น เธอก็ไม่ระบาย  วิธีการแก้ปัญหาของคุณแป้งคือถ่ายเอกสารรูปวาดของเธอลงบนแผ่นใส แล้วจึงตัดกระดาษสีมาติดข้างหลัง แทนการระบายสี เป็นวิธีการง่าย ๆ ที่ใครก็สามารถทำได้ แต่มักจะคาดไม่ถึง  เธอใช้วิธีนี่เรื่อยมา แล้วก็มีความสุข จนกระทั่งสำเร็จการศึกษาออกมาได้ เทคนิคนี้กลายเป็นเอกลักษณ์ของคุณแป้ง

                เมื่อกลับมาประเทศไทย เพื่อนของคุณแป้งก็แนะนำงานให้เธอที่สำนักพิมพ์วาดดาว  เธอเสนอหนังสือนิทานชาดกของเธอไป และได้รับคัดเลือกดัดแปลงออกมาเป็นวรรณกรรมเยาวชนเรื่อง “เศรษฐี ชาวนา และจอมพลัง”  หลังจากนั้นเธอก็ร่วมทำหนังสือทำมือจากนิทานชาดกของเธอขายกับเพื่อนที่ถนนพระอาทิตย์ จนวันหนึ่งคุณวงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ หรือพี่โหน่ง อดีตบรรณาธิการนิตยสารอะเดย์ (a day) มาชมผลงานของเธอโดยบังเอิญ จึงสั่งหนังสือเพิ่มอีก 20 เล่มให้ไปส่งที่สำนักงานนิตยสารอะเดย์

                จะว่าด้วยโชคชะตา หรือทำบุญมาเยอะก็แล้วแต่ วันนั้นเองคุณแป้งได้พบกับคุณปราบดา หยุ่น ที่สำนักงาน คุณปราบดาก็ประทับใจผลงานของเธอ จึงหางานวาดภาพประกอบมาให้ เป็นวรรณกรรมเยาวชนของมูลนิธิดำรงชัยธรรม ส่วนใหญ่เป็นวรรณกรรมแปล หน้าที่ของเธอคือทำภาพปก และหน้าเปิดเพื่อนำเข้าสู่บทต่าง ๆ นับว่าเป็นงานชิ้นแรกที่คุณแป้งได้วาดภาพประกอบอย่างเต็มตัว จากนั้นเธอก็ได้รับงานวาดภาพประกอบต่าง ๆ เรื่อยมา ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ นิตยสาร บัตรเติมเงิน ฉากรายการ ฯลฯ

                มีหลายครั้งที่คุณแป้งโดนเอาเปรียบจากเจ้าของงาน ไม่ว่าจะขาดการติดต่อไปเลย ปฏิเสธว่าจะไม่ใช้รูปแล้วใช้ทีหลังเพื่อให้ได้จ่ายน้อยลง หรือดัดแปลงภาพของเธอมาใช้ต่อ แต่คุณแป้งก็ไม่เคยท้อแท้  เธอคิดเสมอว่างานอื่นที่สนุกยังมีอีกมากมายเกินกว่าจะมาเสียใจกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ

                ในช่วงแรก เธอรับทั้งเสียงชื่นชมและติเตียนจากคนที่ได้เห็นผลงานของเธอมากมาย  ที่เขาชมก็ว่าน่ารักดี ที่เขาติก็ว่าใคร ๆ ก็วาดได้  เมื่อได้ฟังครั้งแรกเธอรู้สึกโกรธและน้อยใจตัวเองว่าเธอไม่ใช่นางฟ้านางสวรรค์จากที่ไหน จะให้วาดสวยหรูอลังการได้อย่างไร แต่พอได้มานั่งคิดกับตัวเอง เธอจึงเข้าใจว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอพยายามทำให้ทุกคนเห็นว่าศิลปะเป็นเรื่องง่าย ถ้าใครจะคิดว่ารูปของเธอง่ายเกินไป ก็ปล่อยเขาว่าไปเสีย ถ้าวันหนึ่งจะทำให้เขารู้สึกอยากจะวาดรูปขึ้นมาบ้าง

                ถ้าคุณมีโอกาสได้พิจารณาดูผลงานของคุณแป้งแล้วจะรู้ว่า เป็นรูปที่วาดง่ายจริง ๆ แต่ในความง่ายนั้นก็มีเอกลักษณ์โดดเด่นที่เป็นของตนเอง  คุณแป้งแนะนำว่า ถ้าอยากจะประสบความสำเร็จในสาขาอาชีพนักวาดภาพประกอบ สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง  วาดไปเรื่อย ๆ แล้ววันหนึ่งคุณจะค้นพบลายเส้นของตัวเอง และที่สำคัญไม่ต่างกันคือต้องสร้างงานที่สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมาย เพราะงานวาดภาพประกอบเป็นพาณิชศิลป์ ไม่ใช่ว่าจะวาดอะไรที่ตัวเองชอบอยู่คนเดียวได้

                คุณแป้งเชื่อว่าทุกคนบนโลกนี้วาดรูปได้ และเธอก็พิสูจน์ให้คุณได้เห็นแล้ว  จากเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่เกลียดวิชาศิลปะ ระบายสีก็ไม่เป็น ทุกวันนี้เธอมีผลงานตั้งแต่หนังสือวรรณกรรมเยาวชน ไปจนถึง วิดีโอเพลงภาพเคลื่อนไหว  เธอทำให้คุณได้เห็นว่าทุกอย่างในโลกนี้ไม่มีกรอบที่ตายตัว  หากคิดจะทำอะไรสักอย่าง คุณสามารถทำสำเร็จได้ถ้ามีใจรักจริง และค้นหาแนวทางของตนเองให้เจอ

อ้างอิง:
 
ปล. นี่เป็นการบ้านที่เราเขียนส่งอาจารย์ แต่เห็นว่ามันสนุก แล้วก็น่าสนใจดีเลยเอามาลงบล๊อคให้ทุกคนได้อ่านกันค่ะ

ทำไมโลกนี้ถึงสวยงาม?

posted on 03 Apr 2010 22:34 by kwan-nalak

คุณน่าจะเคยได้ยินประโยคทำนองนี้มาก่อน "โลกนี้ช่างสวยงาม" แล้วมันสวยตรงไหนล่ะ

บางคนก็ว่าเพราะโลกนี้มีความรัก เพราะโลกนี้มีแสงสว่าง และอะไรอีกหลายร้อยเหตุผลที่เขาจะคิดได้ ไม่ว่าจะเป็นความงามทางด้านจิตวิญญาณหรือรูปลักษณ์ 

ถ้า ณ เวลานี้เราจะพูดถึงสิ่งที่เรามองเห็นได้ ลองมาตอบคำถามง่าย ๆ กันดีกว่า

อะไรทำให้ผืนผ้าใบว่าง ๆ กลายเป็นศิลปะชิ้นงาม?

สิ่งใดในโลกที่ทำให้ทุ่งว่างโล่ง ๆ ดูสดใส?

ทำไมท้องฟ้าที่มีสายรุ้งจึงสวยงามกว่าท้องฟ้ามืดมนยามฝนตก? 

คุณคงเดาคำตอบได้ เพราะมันมี สีสั 

ไม่ใช่แค่สีเดียว แต่หลากหลายสีรวมกัน คุณลองหลับตา แล้วจินตนาการถึงโลกที่มีแต่สีขาวดำ หรือสีชมพูอย่างเดียว แดงอย่างเดียว เหลืองอย่างเดียว มันคงจะไม่ใช่โลกที่น่าดูนัก

แล้วคุณรู้ไหมว่าอะไรคือหัวใจของธรรมชาติ สีเขียวหรอ? หรือว่าความสงบ? จริง ๆ แล้วมันคือความสมดุลต่างหาก ถ้าคุณมองไปรอบ ๆ ตัว จะเห็นว่าสิ่งต่าง ๆ ที่ธรรมชาติสร้างมานั้นมันมีความลงตัวในตัวของมันเองอยู่แล้วโดยไม่จำเป็นต้องมีใครไปตกแต่ง หรือเปลี่ยนแปลงอะไรเพิ่มเติม ธรรมชาติสร้างผู้ล่า และผู้ถูกล่าในปริมาณที่พอดีที่สุด คุณอาจจะมองว่ามันเป็นเรื่องโหดร้าย แต่ถ้าโลกนี้ไม่มีเสือ กวางก็จะล้นโลก สุดท้ายอาหารก็ไม่เพี่ยงพอสำหรับกวางทุกตัว จนต้องแย่งชิงอาหารกัน แล้วบางที อาหารหมด กวางก็อาจสูญพันธ์ไปเลยก็ได้ แต่ถ้าโลกนี้มีเสือมากเกินไป กวางก็จะหมดลงอย่างรวดเร็ว เมื่ออาหารของเสือหมด เสือก็อดตาย นี่เป็นเพียงกฏของธรรมชาติง่าย ๆ ที่เราเรียนมาตั้งแต่ประถม ทุกชีวิต ทุกสรรพสิ่งบนโลกต้องพึ่งพาอาศัยกัน เพื่อความอยู่รอดของทุกฝ่าย

ความแตกต่าง ไม่ว่าจะในด้านรูปธรรม หรือนามธรรม ความคิด หรือการแสดงออก สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่อะไรควรอยู่ อะไรควรไป ในเมื่อสิ่งที่ดีที่สุดคือความสมดุล การจะสร้างโลกของเราให้สวยงาม ต้องเริ่มจากการสร้างสมดุลในตัวเรา แล้วให้มันแผ่ออกไปทั่วโลก สร้างสายรุ้งให้พาดยาวไปบนท้องฟ้าของเราทุกคน

 

หมาเห่า

posted on 24 Oct 2009 16:34 by kwan-nalak

 แด่  เพื่อนมนุษย์ทุกคนที่ถูกหมาเห่า 

คุณเคยโดนหมาเห่าไหม เห่าเช้า เห่าเย็น เห็นหน้าคุณเมื่อไรเห่าเมื่อนั้น และต่อให้ไม่เห็นหน้ามันก็ยังเห่าลับหลังกัน ไม่ว่าคุณจะขยับซ้าย ก้าวเท้าขวา หรือทำอะไร มันต้องเป็นเรื่องให้ได้เห่ากันสิน่า จะใส่เสื้อสีเหลืองสีแดงก็เห่า ไม่ใส่เสื้อเลยมันก็ยิ่งเห่า เวลาอ้วนขึ้นก็เห่า พอคุณลดน้ำหนักมามันก็ยังเห่าต่อ และยิ่งเห่านักเขาไปใหญ่เวลาที่คุณทำคะแนนสอบได้ดี หรือเจ้านายขึ้นเงินเดือน พอเห่านาน ๆ เข้า คุณก็ชักเริ่มหมดความอดทน อยากจะกระทืบมันให้ตายคาตีนคุณเสียแต่ก็ไม่กล้า เปล่า นี่ไม่ได้แปลว่าคุณอ่อนแอหรืออะไรหรอกนะ แค่ชีวิตคุณมีอะไรให้ทำมากกว่าการทะเลาะกับหมาเท่านั้นเอง

แต่บางครั้งบางทีคุณก็อยากจะเดินเข้าไปหามันแล้วถามไปตรง ๆ เลยว่า “ขอโทษทีเถอะนะ อีคุณหมา ไม่ทราบว่ากูเคยไปสร้างกรรมสร้างเวรอะไรกับมึงไว้ตั้งแต่ชาติปางไหน ทำไมถึงชอบเห่ากูจัง กูเคยไปเตะไข่พ่อมึง หรือว่าขับรถทับหางแม่มึง ถึงได้มาจองแค้นกูแบบนี้” แต่พอมาคิด ๆ ดูอีกที มันคงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะคุยกับมัน ก็ในเมื่อคุณไม่ได้พูดภาษาหมา แล้วมันจะเข้าใจคุณได้อย่างไร

จากนั้นคุณก็เริ่มตั้งคำถามขึ้นมาว่า ถ้าคุณไม่เคยทำอะไรให้มันเจ็บช้ำน้ำใจ แค่หยิกหัวนมมันก็ยังไม่เคย แล้วอะไรหนอทำให้มันเห่ารบกวนโสตประสาทคุณได้ขนาดนี้ พอมาคิดดูว่าหมามันชอบเห่าแบบนี้ทุกตัวไหม ก็ไม่น่าใช่ ลองสังเกตให้ดี ๆ หมาที่เห่าเป็นกิจวัตร 99% เป็นหมาไซต์มด พวกชิซุ พุดเดิล ชิวาวา ส่วนหมาไซต์ควาย ๆ อย่าง แอลเซเชียน บิทบูล พวกนี้ไม่ยักจะเห่าเท่าพวกแรก วัน ๆ เห็นมันเอาแต่นอน ถ้าคุณไม่ไปทำให้มันรำคาญใจ หรือลุกล้ำอาณาเขตมัน มันก็ไม่สนใจคุณหรอก ถ้ามันจะเห่าก็เห่านิดหน่อยพอเป็นการเตือนว่า “กูโมโหแล้วนะ” จากนั้นให้คุณใช้พละกำลังที่มีอยู่ทั้งหมดวิ่งหนีให้เร็วที่สุด ไปให้ไกล ๆ สายตามัน เพราะมันพร้อมจะงาบคุณทุกเมื่อที่มีโอกาส

คุณคงเริ่มสงสัยว่าทำไมหมาตัวเล็กเห่ามากกว่าหมาตัวใหญ่ คำตอบง่ายนิดเดียว มันเป็นกฎของธรรมชาติ สัญชาตญาณของการอยู่รอด พวกหมาตัวใหญ่ ๆ หมาที่มีกำลังเยอะ ๆ มันไม่จำเป็นต้องเห่าขู่ชาวบ้านให้เปลืองพลังงานหรอก ก็ในเมื่อมันแค่ขย้ำคอคุณครั้งเดียวก็ฆ่าคุณได้แล้ว ถ้ามันอยากจะทำนะ แล้วสำหรับพวกหมาตัวเล็กตัวน้อยไร้พิษสง ธรรมชาติก็สร้างปอดขนาดใหญ่ไว้ให้มันป้องกันตัวแทน อย่างไรนะหรือ ก็ใช้เห่าไง เห่าให้ดัง ๆ เห่าให้นาน ๆ ศัตรูจะได้คิดว่าอันตราย หรือเกิดความรำคาญจนต้องหนีไป ถ้าจะให้กัดหรือ มันไม่กล้าแม้แต่จะยืนใกล้ ๆ เลย ถ้าก้าวเข้าไปประชันหน้ากับมัน มันก็กระโดดถอยหลังไปอย่างรวดเร็ว แล้วค่อยเห่าต่อ และถึงแม้มันจะกัดคุณได้ แผลนั้นก็ไม่ได้หนักหนาอะไร บางครั้งเป็นแค่รอยฟันยุบลงไปทำให้ผิวของคุณไม่น่าพิสมัยอยู่พักหนึ่ง ถ้าถามว่าจะตายไหม ร้อยทั้งร้อยถ้ามันไม่เป็นโรคบ้าคุณก็ไม่ตายหรอก ถ้าคุณยังไม่เชื่อก็ลองนึกถึงงู พวกที่พิษร้าย ๆ อย่าง งูเห่า งูจงอาง มักจะเลื้อยช้า แต่งูที่พิษแค่กัดหนูตายนั้นเลื้อยเร็วจริงนัก ก็ถ้าเลื้อยช้า ๆ มีหวังโดนเหยียบแบนก่อน ไม่มีปัญญาจะฆ่าคนได้

เพราะฉะนั้นบรรดาหมา ๆ ที่เห่าคุณทั้งหลายแท้จริงแล้วมันกลัวคุณทำร้ายมันจะตาย ที่เห่าไปก็เพื่อขู่ไม่ให้คุณเข้าไกล มันอาจจะกลัวคุณไปเหยียบหางมันเข้า ก็ในเมื่อตัวมันเล็กเสียขนาดนั้น หางคงแทบจะมองไม่เห็นเลย หรือไม่มันก็คงว่างจัด แน่ละ จะไปวิ่งเล่นเองในสวนได้อย่างไร เดี๋ยวหมาตัวใหญ่ก็งับตายพอดี


คราวหน้า ถ้าหมาเห่าคุณอีก ก็โยนกระดูกไปให้มันแทะเล่นเสีย สงสาร

edit @ 24 Oct 2009 16:49:18 by ABgirl

edit @ 26 Oct 2009 02:47:17 by ABgirl